บันทึก เรื่องอ้อย


อ้อย จะโตได้ ต้องอาศัย ปัจจัยสำคัญ คือ

  1. ธาตุอาหาร ที่อ้อยต้องการ และ จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ในดิน

  2. ดิน และ สภาพกรด - ด่าง ของดิน

  3. แสง 

  4. อุณหภูมิ

  5. ความชื้น

 

 

ธาตุอาหาร

ตารางธาตุอาหารในพืช ทั้งหมด

 

ชื่อสาร

ค่าร้อยละ ของ แร่ธาตุที่พบในพืช
(น้ำหนักแห้ง)

โมลิบดินัม

0.000001

ทองแดง

0.0006

สังกะสี

0.002

แมงกานีส

0.005

โบรอน

0.002

เหล็ก

0.01

คลอรีน

0.01

กำมะถัน

0.1

ฟอสฟอรัส

0.2

แมกนีเซียม

0.2

แคลเซียม

0.5

โพแทสเซียม

1.0

ไนโตรเจน

1.5

ออกซิเจน

45

คาร์บอน

45

ไฮโดรเจน

6

แร่ธาตุทั้ง 16 ธาตุ ในตาราง เป็นแร่ธาตุ ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของอ้อย เรียกว่า ธาตุอาหาร   ธาตุอาหารเหล่านี้ อ้อยได้รับ จากสิ่งแวดล้อม องค์ประกอบ ของอ้อย ประมาณร้อยละ 95 ของน้ำหนักแห้งของอ้อย ประกอบด้วย ธาตุ คาร์บอน ไฮโดรเจน และ ออกซิเจน ซึ่งธาตุทั้ง 3 นี้ อ้อยได้รับจาก น้ำและอากาศ อย่างเพียงพอ ส่วนที่เหลือ อีก 13 ธาตุ อ้อยได้รับจากในดิน ซึ่งอาจจะไม่เพียงพอ


ธาตุอาหารที่อ้อย ต้องการจากดิน มี 2 กลุ่มใหญ่ คือ ธาตุอาหารที่อ้อยต้องการในปริมาณมาก และธาตุอาหารที่อ้อยต้องการในปริมาณน้อย

ธาตุอาหารที่อ้อยต้องการในปริมาณมาก มีทั้งหมด 6 ธาตุ ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม และกำมะถัน ในจำนวน 6 ธาตุนี้ อ้อยต้องการเป็นธาตุอาหารหลัก คือ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และ โพแทสเซียม ในปริมาณที่มากกว่า อีก 3 ธาตุ ที่เป็นธาตุอาหารรอง     ธาตุอาหารหลัก ดังกล่าวจึงเป็น องค์ประกอบสำคัญ ในปุ๋ย

ส่วนธาตุอาหารที่พืชต้องการในปริมาณน้อย ได้แก่ เหล็ก แมงกานีส สังกะสี ทองแดง โบรอน โมลิบดินัม และคลอรีน

ธาตุทั้ง 2 กลุ่มนี้ มีความสำคัญเท่าๆกัน จะแตกต่างตรงที่ปริมาณที่ อ้อย ต้องการเท่านั้น ธาตุเหล่านี้ ส่วนใหญ่ นำเข้าอยู่ในรูปของสารประกอบ อนินทรีย์ ยกเว้น ธาตุ ไนโตรเจน และบางส่วนของกำมะถันและฟอสฟอรัส ซึ่งจะอยู่ในรูของสารประกอบ อินทรีย์ ธาตุต่างๆ เหล่านี้ อ้อยจะนำเข้าไปในสภาพไอออน จะเป็นไอออนที่มีประจุไฟฟ้าบวก หรือลบ นั้น ขึ้นอยู่กับชนิดของธาตุ แต่โดยปกติธาตุที่อยู่ในดิน จะมีเป็นส่วนน้อยเท่านั้น ที่อยู่ในรูปของไอออน ดังนั้น จึงต้องถูกสลายให้อยู่ในรูปของไอออนเสียก่อน เช่น ธาตุไนโตรเจน ต้องอยู่ในรูป NO3- , NH4+ , NO2- ธาตุฟอสฟอรัส อยู่ในรูป H2PO4- , HPO42- และ PO43- ธาตุโพแทสเซียม อยู่ในรูป K+ พืชจึงจะนำเข้าได้

 

ธาตุ

หน้าที่ของธาตุอาหาร

ไนโตรเจน N

เป็นองค์ประกอบของคลอโรฟิลล์ โปรตีน เอนไซม์ และวิตามินหลายชนิด ช่วยให้อ้อยเจริญเติบโต ทางด้าน ใบและลำต้น

ฟอสฟอรัส P

เป็นองค์ประกอบของกรดนิวคลีอิก ฟอสโฟลิพิด ATP และโคเอนไซม์ หลายชนิด ช่วยการเร่งออกราก และการแตกกอ ของอ้อย

โพแทสเซียม K

ไม่เป็นองค์ประกอบของสารใดๆ ในอ้อย แต่ไปทำหน้าที่ กระตุ้นการทำงานของเอนไซม์หลายชนิด ที่เกี่ยวของกับขบวนการสร้าง โปรตีน น้ำตาล และโปรตีนควบคุมการเปิดปิดของปากใบ

แคลเซียม Ca

เป็นองค์ประกอบของผนังเซลล์ จำเป็นสำหรับขบวนการแบ่งเซลล์ และช่วยกระตุ้นการทำงานของเอนไซน์ บางชนิด

แมกนีเซียม Mg

เป็นองค์ประกอบของคลอโรฟิลล์ และกระตุ้นการทำงานของเอนไซน์ที่เกี่ยวของกับ กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง การหายใจของอ้อย และการสังเคราะห์โปรตีน

กำมะถัน Z

เป็นองค์ประกอบของโปรตีนบางชนิด วิตามิน B1 และสารระเหยได้บางชนิด เกี่ยวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์คลอโรฟิลล์ และการแบ่งเซลล์

 

จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในดิน

จุลินทรีย์ ที่ใช้ในการผลิตปุ๋ยชีวภาพแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ

  • จุลินทรีย์ที่ตรึงไนโตรเจนในอากาศ ซึ่งได้แก่ แบคทีเรีย เช่น ไรโซเบียม อะซิโตแบคเตอร์ ฯลฯ และสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน เช่น แอนาบีนา นอสตอก แคโรทริกซ์ เป็นต้น จุลินทรีย์เหล่านี้จะมีเอนไซม์ ไนโตรจีเนส เปลี่ยนแก๊สไนโตรเจน ไปเป็นสารประกอบไนโตรเจน ที่จะเป็นธาตุอาหารของพืช จากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์พบว่า แบคทีเรียไรโซเบียม ที่อาศัยอยู่ใบ ปมรากพืชตระกูลถั่ว มีความสามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศ ได้สูง ทำให้พืชได้รับไนโตรเจนเพิ่มขึ้น วิธีใช้ปุ๋ยชีวภาพจากไรโซเบียม ทำได้โดยการคลุก เชื้อกับเมล็ด ก่อนนำไปปลูก เชื่อไรโซเบียม แต่ละสายพันธุ์ มีความเหมาะสมกับถั่วแต่ละชนิด ดังนั้นต้องใช้สายพันธุ์ของเชื้อให้ถูก กับชนิด ของถั่ว

 


  • จุลินทรีย์ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของฟอสฟอรัส ในดิน ที่เป็นประโยชน์แก่พืช โดยปกติ พืชมักจะได้รับฟอสฟอรัสไม่เพียงพอ ถึงแม้ว่าดินนั้นจะไม่ขาดฟอสฟอรัสก็ตาม ทั้งนี้เนื่องจากธาตุฟอสฟอรัส จะถูกตรึงไว้กับเม็ดดิน แต่มีราชนิดหนึ่ง ชื่อ ไมคอไซราซา อาศัยอยู่กับรากพืช ซึ่งมีความสัมพันธ์แบบพึ่งพา คือ ราจะได้น้ำตาล กรดอะมิโน และสารอื่นๆ จากรากพืช ส่วนพืช จะได้ประโยชน์จากรา โดยรา จะย่อยสลายแร่ธาตุ ที่เป็นสารประกอบในดินบริเวณใกล้ๆ ราก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือธาตุ ฟอสฟอรัส เนื่องจากธาตุฟอสฟอรัส จะถูกตรึงหรือยึดเกาะ กับอนุภาคของดินแน่นมาก จึงละลายน้ำได้ยาก ทำให้พืชขาดธาตุฟอสฟอรัส ซึ่งราชนิดนี้จะปล่อยเอนไซม์ย่อยสลาย ทำให้ธาตุฟอสฟอรัส อยู่ในสภาพที่นำไปใช้ประโยชน์ได้

เนื่องจากจุลินทรีย์ ที่นำมาใช้ ในการผลิตปุ๋ยชีวภาพเป็นสิ่งมีชีวิต ต้องเก็บรักษาในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ถ้าในดินที่ทำการเพาะปลูก มียาฆ่าแมลงสูง หรือมีสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม กับสิ่งมีชีวิตที่เป็นปุ๋ยชีวภาพ การใช้ปุ๋ยชีวภาพก็จะไม่ได้ผลเช่นกัน

ที่มาข้อมูล : หนังสือเรียนวิชาชีววิทยา (ว ๔๔๓) หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย พ.ศ.๒๕๓๓ กระทรวงศึกษาธิการ

 

 

ดิน

ประเภทของดิน

ดินเหนียว เป็นดินที่มีเนื้อละเอียด ในสภาพดินแห้งจะแตกออกเป็นก้อนแข็งมาก เมื่อเปียกน้ำแล้วจะมีความยืดหยุ่น สามารถปั้นเป็นก้อนหรือ คลึงเป็นเส้นยาวได้ เหนียวเหนอะหนะติดมือ เป็นดินที่มีการระบายน้ำและอากาศไม่ดี แต่สามารถอุ้มน้ำ ดูดยึด และแลกเปลี่ยนธาตุอาหาร พืชได้ดี เหมาะที่จะใช้ทำนาปลูกข้าวเพราะเก็บน้ำได้นาน

ดินร่วน เป็นดินที่เนื้อดินค่อนข้างละเอียดนุ่มมือในสภาพดินแห้งจะจับกันเป็นก้อนแข็งพอประมาณ ในสภาพดินชื้นจะยืดหยุ่นได้บ้าง เมื่อสัมผัส หรือคลึงดินจะรู้สึกนุ่มมือแต่อาจจะรู้สึกสากมืออยู่บ้างเล็กน้อย เมื่อกำดินให้แน่นในฝ่ามือแล้วคลายมือออก ดินจะจับกันเป็นก้อนไม่แตกออก จากกัน เป็นดินที่มีการระบายน้ำได้ดีปานกลาง จัดเป็นเนื้อดินที่มีความเหมาะสมสำหรับการเพาะปลูก

ดินทราย เป็นดินที่มีอนุภาคขนาดทรายเป็นองค์ประกอบอยู่มากกว่าร้อยละ 85 เนื้อดินมีการเกาะตัวกันหลวมๆ มองเห็นเป็นเม็ดเดี่ยวๆ ได้ ถ้าสัมผัสดินที่อยู่ในสภาพแห้งจะรู้สึกสากมือ เมื่อลองกำดินที่แห้งนี้ไว้ในอุ้งมือแล้วคลายมือออกดินก็จะแตกออกจากกันได้ แต่ถ้ากำดินที่อยู่ใน สภาพชื้นจะสามารถทำให้เป็นก้อนหลวมๆ ได้ แต่พอสัมผัสจะแตกออกจากกัน ทันที

ปริมาตรของแต่ละส่วนประกอบของดินที่เหมาะสมแก่การเพาะปลูก
โดยทั่วไปจะมีแร่ 45% อินทรียวัตถุ 5% น้ำ 25% และอากาศ 25% ดังภาพ

เนื้อดิน (Soil Texture)

           เนื้อดิน หมายถึง องค์ประกอบเชิงกายภาพของดิน เราจะสังเกตได้ว่า ดินในแต่ละสถานที่มีลักษณะแตกต่างกัน เนื่องจากดิน ประกอบขึ้นจากของอนุภาคตะกอนหลาย ๆ ขนาด อนุภาคที่ใหญ่ที่สุดคืออนุภาคทราย (Sand) อนุภาคขนาดรองลงมาคือ อนุภาคทรายแป้ง (Silt) และอนุภาคที่มีขนาดเล็กที่สุดคือ อนุภาคดินเหนียว (Clay) ดังภาพ

 

ดินมีหลายชนิด เช่น ดินทราย ดินร่วน ดินเหนียว ขึ้นอยู่กับขนาดอนุภาคของตะกอนที่ผสมกันเป็นดิน อาทิเช่น ดินทรายมีเนื้อหยาบ เนื่องจากประกอบด้วยอนุภาคขนาดใหญ่เช่นเม็ดทรายซึ่งมีขนาดใหญ่ จึงมีช่องว่างให้น้ำซึมผ่านอย่างรวดเร็ว ดินเหนียวมีเนื้อละเอียดมาก เนื่องจากประกอบด้วยอนุภาคขนาดเล็กมาก จึงไม่มีน้ำช่องว่างให้น้ำซึมผ่าน ส่วนดินร่วนมีส่วนผสมเป็นอนุภาคขนาดปานกลางเช่น ทรายแป้ง เป็นส่วนใหญ่ จึงมีความเหมาะสมในการปลูกพืชส่วนใหญ่ เนื่องจากน้ำซึมผ่านได้ไม่รวดเร็วจนเกินไป สามารถเก็บกับความชื้นได้ดี

  นักปฐพีวิทยาแบ่งดินออกเป็น 12 ชนิด โดยการศึกษาสัดส่วนการกระจายอนุภาคของดินตามรูป

  • ดินทรายร่วนประกอบด้วยอนุภาคทราย 80%, อนุภาคทรายแป้ง 10%, อนุภาคดินเหนียว 10%
  • ดินร่วนประกอบด้วยอนุภาคทราย 40%, อนุภาคทรายแป้ง 40%, อนุภาคดินเหนียว 20%
  • ดินเหนียวประกอบด้วยอนุภาคทราย 20%, อนุภาคทรายแป้ง 20%, อนุภาคดินเหนียว 60%

 

ความเป็นกรด – ด่างของดิน

pH ของดิน ที่เหมาะสม คือ ประมาณ 6.5 แต่ อ้อย สามารถทนต่อ ระดับ ความเป็นกรด และ  ความเป็นด่าง ของดินได้บ้าง ดังนั้นจึง พบว่า อ้อยสามารถเจริญเติบโตใน ดินที่มี ค่าพีเอช อยู่ในช่วงของ 5-8.5  แต่ถ้า ค่า pH น้อย กว่า 5.0 คือ สภาพดินเป็นกรดจัด หรือ ค่า pH มากกว่า 9.5 คือ ลักษณะดิน เป็นเกลือ (ด่างจัด-สภาพยิปซั่ม) การระบาด ของไส้เดือนฝอย มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นได้  โดยเฉพาะในสภาพ ดินทราย 

ปัญหาของดินเปรี้ยว (ดินที่เป็นกรดจัด)

โดยปกติ ดินกรด พบใน พื้นที่ที่ มีปริมาณน้ำฝนสูง และในดินที่มี เนื้อสารอินทรีย์สูง ความเป็นกรดของดิน มีผลกระทบต่อ การเจริญเติบโต ของอ้อย ผลผลิต และคุณภาพ ในสภาพดินกรด ผลกระทบ ที่เกิดจาก อลูมิเนียม เหล็กและ แมงกานีส ก่อให้เกิดความเป็นพิษในดินได้ 

      เนื่องจากการ ตกตะกอนของ คอมเพล็กซ์ อลูมิโน - ฟอสเฟต ที่มี ในพืช และดิน ก่อให้เกิดสภาพความเป็นพิษของอลูมิเนียม และก่อให้ เกิดอาการขาด P อีกทั้งการขาด Ca ก็ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับ ความเป็นพิษของอลูมิเนียม ในดินที่เป็นกรดด้วย

ในสภาพ ดินที่ เป็นกรด (pH ต่ำกว่า 5.2) , Al จะไปแทนที่ Ca และเปลี่ยนเป็น ไอออนบวก ความเป็นพิษของอลูมิเนียม มักเกิดขึ้นในดิน ที่มีแร่ธาตุ และเมื่อมี Al มีมากกว่า 30 % 

แต่ในดินทราย ที่มี ไอออนบวก ที่ต่ำมาก ความเข้มข้นของ Al ต่ำ ก็อาจทำให้เกิดปัญหาความเป็นพิษได้ หากมีการใช้ K ในปริมาณสูง ซึ่งก่อให้เกิดดินที่เป็นกรด และ การขาด Ca ใน ดินได้เช่นกัน

การเจริญเติบโตของราก การแตกกอ การเติบโตขอลำต้น และ พื้นที่ใบต่อหน่วยพื้นที่ดิน (LAI) ​​ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง อันเนื่องมาจาก ความผิดปกติ ทางธาตุอาหาร ดังกล่าว จึงก่อให้เกิด ผลต่อ ผลผลิตอ้อย และคุณภาพที่ดีของอ้อย และ ความหวานของอ้อยด้วย

 

 

ปัญหาของดินเค็ม (ด่างจัด - สภาพยิปซัม)

      ดินเค็มเกิดจาก การใช้น้ำในบ่อพักน้ำ  หลังจากที่พืชใช้น้ำ หรือน้ำระเหยไปจากผิวดินแล้ว  จะทำให้มีเกลือเหลือตกค้างอยู่ในดินนั้น  เมื่อนาน ๆ เข้าก็จะสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งมีปริมาณมากพอที่จะเป็นอุปสรรคในการเพาะปลูก 

 ความเค็มของดิน มีผลกระทบ ต่อกาบใบอ้อย ความชื้น และ ปริมาณไนโตรเจนในดิน และยังส่งผลทำให้ลำต้นอ้อย มีการเจริญเติบโตแบบ ต้นลีบ  ใบไหม้เกรียม  การแตกกอ และเจริญเติบโตของรากลดลง เส้นรอบวงของลำต้นอ้อยเล็ก คุณภาพอ้อยลดลง และขบวนการสร้าง ความ หวานทำได้น้อย 
      พันธุ์อ้อย แตกต่างกัน มีการตอบสนองต่อความเค็มของดินต่างกันด้วย ทั้งด้าน การงอก และการเจริญเติบโต 

การแก้ปัญหาดินเค็มเบื้องต้น
      
      ดินเค็มมีโครงสร้างดี  น้ำและอากาศซึมผ่านได้สะดวก  การแก้ไขเพื่อให้ดินเค็มมีเกลือ  ลดน้อยลงนั้น ทำได้ไม่ยาก  เพียงแต่ทดน้ำเข้าไป ชะล้างเกลือให้ไหลซึมลงสู่ดินล่าง ซึ่งรากพืชหยั่งลงไม่ถึง หรือจะสูบน้ำนั้นทิ้งไปที่อื่นก็ได้  ข้อสำคัญดินจะต้องระบายน้ำได้ดี  หากน้ำไหลซึม ลงสู่ดินล่างไม่ดีก็ควรจะแก้ไขโดยการไถดินให้ลึกพร้อมกับใส่อินทรียวัตถุด้วย การชะล้างนับว่ามีความสำคัญและจำเป็นมาก ที่จะทำให้ดินเค็มหรือดินในเขตที่ใช้น้ำพักบ่อ  เหมาะแก่การเพาะปลูกตลอดไป   

      การชะล้างเกลือออกจากชั้นรากพืชในช่วงฤดูที่มีน้ำเพียงพอ โดยใช้สปริงเกอร์ จากนั้นจึงเริ่มเพาะปลูก เมื่อหยุดพ่นน้ำ เกลือจากใต้ดิน จะค่อย ๆ เคลื่อนที่ขึ้นสู่ผิวดิน  แต่อาจไม่กระทบต่อการเจริญเติบโตของพืชมากนักเนื่องจากพืชโตพอ ที่จะทนต่อความเค็มได้แล้ว  แต่หาก ความเค็มในดินสูงเกินไป ก็อาจใช้วิธีให้น้ำแบบหยด เพื่อช่วยให้บริเวณรากพืช มีแรงดันออสโมซีสไม่สูงเกินไป

 

ประเภทของดินเค็ม : มีค่าที่ใช้จำแนกดังนี้

  • ค่าปริมาณโซเดียมสัมพัทธ์ (SAR) หมายถึงปริมาณโซเดียมเทียบกับแคลเซียมและแมกนีเซียม 
    ดินที่มีปริมาณโซเดียมสัมพัทธ์สูงจะแน่นทึบน้ำซึมผ่านได้ยาก การแพร่ของอากาศช้า เมื่อแห้งจะจับตัวเป็นก้อนแข็งมาก
    ยากต่อการไถพรวน
  • ค่า ECe หมายถึง ค่าการนำไฟฟ้าที่จุดอิ่มตัวของสารละลายดิน
  • ค่า ESP หมายถึง ค่าเปอร์เซนต์ของโซเดียมที่แลกเปลี่ยนได้ในดิน 

ดินธรรมดา หมายถึงดิน ที่มีค่า ECe ต่ำกว่า 2 dS/m และมีค่า SAR ต่ำกว่า 15 หรือค่า ESP ต่ำกว่า 15 % ความเข้มข้นของเกลือในดิน ประเภทนี้ ไม่ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของพืช

 

ดินเค็ม (saline soil)  หมายถึงดิน ที่มีค่า ECe สูงกว่า 2 dS/m และมีค่า SAR ต่ำกว่า 15 หรือมีค่า ESP ต่ำกว่า 15 %  ความเข้มข้น ของเกลือ ในดินประเภทนี้สูงจนเป็นอันตรายต่อพืช  แต่โซเดียมสัมพัทธ์ต่ำ  ดินยังคงระบายน้ำได้ดี ทำให้สามารถชะล้างเกลือ ออกได้ง่าย   pH ของดิน ประเภทนี้มักต่ำกว่า 8.5 และอาจมีฝ้าเกลือสีขาวจับผิวดินในช่วงฤดูแล้ง  ดินประเภทนี้จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ดินด่างขาว (white alkali  soil) เกลือที่พบมักเป็นเกลือคลอไรด์ และซัลเฟตของโซเดียม แคลเซียม และแมกนีเซียม
          
ดินโซดิก  (sodic soil) หมายถึงดิน ที่มีค่า ECe ต่ำกว่า 2 dS/m แต่มีค่า SAR สูงกว่า 15 หรือมีค่า ESP สูงกว่า 15 %  ความเข้มข้น ของ เกลือในดินประเภทนี้ไม่สูงจนเป็นอันตรายต่อพืชก็จริง  แต่การที่ดินมีปริมาณโซเดียมสัมพัทธ์สูง ทำให้อนุภาคดินฟุ้งกระจายไม่จับกันเป็นก้อน  เนื้อดินจึงแน่นทึบน้ำซึมผ่านได้ยาก  pH ของดินประเภทนี้ มักสูงกว่า 9.0 ทำให้ฮิวมัสไม่จับอนุภาคดิน แต่มักละลายออกมาสะสมบริเวณ ผิวหน้า ของดิน  ดินประเภทนี้มักมีผิวดินสีดำจึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ดินด่างดำ (black alkali) 
      เกลือที่พบมักเป็นเกลือคาร์บอเนตของโซเดียม  การตกตะกอนของแคลเซียมและแมกนีเซียมที่ละลายได้ทำให้ pH ของดินสูง  แคลเซียม และ แมกนีเซียมในสารละลายดินมีค่าต่ำ  ปริมาณโวเดียมที่แลกเปลี่ยนได้ที่สูงมากเกินไป และ pH สูง ทำให้  ดินฟุ้งกระจายและมีโครงสร้าง ที่ไม่คงที่  ฝุ่นดินนี้จะแทรกตัวลงไปสะสมอยู่ใต้ชั้นผิวดิน  ทำให้หน้าดิน  มีเนื้อดินหยาบและแตก  ดินแน่นน้ำไม่ค่อยซึมผ่าน  และไถพรวนยาก  คุณสมบัติทางกายภาพของดินเลว  pH สูง  เกิดความไม่สมดุลของธาตุอาหาร  ขาดแคลเซียมและเกิดความเป็นพิษของโซเดียมคาร์บอเนต  โบรอน และ โมลิบดินัม                

ดินเค็มโซดิก (saline - sodic soil) หมายถึงดินที่มีค่า ECe สูงกว่า 2 dS/m  และมีค่า SAR สูงกว่า 15 หรือมีค่า ESP สูงกว่า 15 %  ดิน ประเภทนี้มีเกลือมากเกินไป และขณะเดียวกันก็มีปริมาณโซเดียมสัมพัทธ์สูงด้วย มี pH ประมาณ 8.5 หรือต่ำกว่า
      ดินชนืดนี้แก้ไขโดยการวางแผนเกี่ยวกับการระบายน้ำให้ดีเสียก่อนแล้วจึงใส่สารเคมีเพื่อแก้ โซเดียม เสร็จแล้วจึงล้างด้วยน้ำ  สารเคมีที่ใช้ในการกำจัดโซเดียมนั้น ควรจะได้พิจารณาเสียก่อนว่าในดินมีปูนหรือไม่ คือ

  • ดินที่มีปูน  ควรใช้เกลือที่มีแคลเซียม  ใช้กรดกำมะถันหรือสารที่จะทำให้เกิดกรด เมื่อใส่ลงดินแล้ว เช่น กำมะถัน เหล็กซัลเฟต หรือ อลูมิเนียมซัลเฟต หรือกรดซัลฟูริก  ไม่นิยมใช้  แคลเซียม       คลอไรด์  แคลเซียมคาร์บอเนต เพราะราคาแพง  ส่วนสารเคมีที่นิยมกัน มาก คือ ยิปซัม (CaSO.2HO) เพราะราคาถูก
  • ดินที่ไม่มีปูน ใส่ยิปซัมอย่างเดียวเท่านั้นที่จะแก้ได้ อย่าใส่กำมะถันหรือสารที่ทำให้เกิดกรดในดิน

ความทนเค็มในดินของอ้อย - อยู่ในกลุ่ม Moderately sensitive โดยจำแนกพืชตามความสามารถทนเค็มออกเป็น 4 กลุ่ม

Tolerance rating                   ECe at yield loss begin
Sensitive                                   < 1.3 mS/cm
Moderately sensitive                1.3 - 3.0 mS/cm
Moderately tolerant                 3.0 - 6.0 mS/cm
Tolerant                                6.0 - 10.0 mS/cm

 

แสง

          อ้อย เป็นพืชที่ ชอบแดด ซึ่งจะเจริญเติบโตได้ดี ในพื้นที่ที่ได้รับ พลังงานแสงอาทิตย์ 18-36 MJ/m2 อ้อยเป็นพืช ที่มีความสามารถในการ สังเคราะห์แสงสูง โดยเมื่อความเข้มของแสงที่สูง และ การรับแสงในระยะเวลาที่ยาวนาน จะส่งเสริมการ แตกกอได้ดี ในขณะเดียวกัน ในวันที่มีเมฆ และรับแสงได้ในระยะสั้น ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตกล่าวคือ เมื่อเวลากลางวัน ในช่วง 10 - 14 ชั่วโมง การเพิ่มขึ้นของดัชนี พื้นที่ใบจะมีอย่างรวดเร็ว ในช่วงระหว่าง 3 เดือน 5 ซึ่งจะส่งผลให้อ้อย เติบโตไปจนถึงระยะการเจริญเติบโตสูงสุด (อ้อยสุก) ก่อนระยะสร้างน้ำตาลได้ (Ramanujam และ Venkataramana , 1999)

 

อุณหภูมิ

การเจริญเติบโตของอ้อยมีส่วนเกี่ยวข้องกับอุณหภูมิ ซึ่งอุณหภูมิ ที่เหมาะสมสำหรับการ งอก และการแตกกอ ของลำอ้อย เป็น 32 ° ถึง 38 องศาเซลเซียส และจะชะลอลง เมื่อ อยู่ในสภาวะที่มีอุณหภูมิ ต่ำกว่า 25 °  แต่จะหยุดเจริญเติบโตเมื่อ อุณหภูมิสูงกว่า 38 องศา ซึ่งอุณหภูมิสูงกว่า 38 องศา จะเกิดการ ลดอัตราการ สังเคราะห์แสงลง แต่การหายใจของอ้อยจะเพิ่มขึ้น  ในขณะที่อุณหภูมิสูงจะเกิด การย้อนกลับ ของขบวนการสร้างน้ำตาลซูโครส-ฟรุกโตส เป็น น้ำตาลกลูโคส จึงนำไปสู่ ​​การสะสม ของน้ำตาล น้อยกว่า แต่ในสภาพอากาศที่ หนาวเย็นอย่างรุนแรง จะยับยั้ง และการแตกหน่อของตา ในอ้อยตอ

 

ความชื้นสัมพัทธ์

ความชื้น 80-85 % จะช่วยให้อ้อย ยืดโตอย่างรวดเร็ว และ ความชื้นระดับปานกลาง 45-65 % ที่ควบคู่กับการจัดการน้ำเป็นอย่างดี ช่วยให้ อ้อยในระยะอ้อยเติบโตเต็ม (อ้อยสุก) สร้างน้ำตาลได้ดี

 

กลับขึ้นด้านบน

cheap air jordans|pompy wtryskowe|cheap huarache shoes| bombas inyeccion|cheap jordans|cheap air max| cheap sneakers|wholesale jordans|cheap china jordans|cheap wholesale jordans|cheap jordans|wholesale jewelry china