ดิน หัวใจสำคัญของอ้อย

ขอบคุณข้อมูลจาก : kasetonline.net


ชนิดของดินที่ใช้ในการปลูกอ้อย

หลักการพิจารณาคุณสมบัติของดิน

การจัดการดินทางด้านกายภาพ

การปรับปรุงและแก้ไขดินที่มีลักษณะทางการภาพเลว

การปรับปรุงคุณสมบัติทางเคมีของดิน

การแก้ดินกรดและการใช้ปูน

การใช้ปุ๋ยเคมีกับอ้อย

ปริมาณการให้ปุ๋ยที่เหมาะสม

ชนิดของดินที่ใช้ในการปลูกอ้อย

จากการสำรวจดินที่ใช้ปลูกอ้อยกันในประเทศไทย มี 6 ลักษณะคือ
1. ดินสีน้ำตาลชุดกำแพงแสน
เป็นดินที่ใช้ปลูกอ้อยมากที่สุดของประเทศ มีความอุดมสมบูรณ์สูงได้แก่ดินในจังหวัดนครปฐม สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ กำแพงเพชร อุตรดิตถ์ และลำปาง
2. ดินสีเทาชุดบ้านบึงและโคราช เป็นกลุ่มดินที่มีความอุดมสมบูรณ์รองลงมา ได้แก่ดินในจังหวัดชลบุรี ขอนแก่น อุดรธานี และเพชรบุรี
3. ดินสีจางชุดวาริน
เป็นดินที่ใช้ปลูกอ้อยไม่มากนัก ได้แก่ ดินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งอ้อยที่ปลูกมักให้ผลผลิตต่ำ
4. ดินแดงชุดยโสธร คล้ายกับดินชุดวาริน มีการปลูกอ้อยไม่มากนัก เนื่องจากอ้อยที่ปลูกในดินชุดนี้จะให้ผลผลิตต่ำ
5. ดินร่วนปนทรายชุดจตุรัส
มีความอุดมสมบูรณ์สูง ให้ผลผลิตดี ได้แก่ดินในจังหวัดชัยภูมิ
6. ดินชุดตาคลี เป็นดินเหนียวสีดำ เป็นด่าง อ้อยเจริญเติบโตได้แต่จะมีรากสั้น เนื่องจากขาดธาตุเหล็ก แมงกานีส และสังกะสี ถ้าฝนแล้งจะทำให้ผลผลิตลดต่ำ ได้แก่ดินในจังหวัดนครสวรรค์ และบางแห่งในจังหวัดกาญจนบุรี

หลักการพิจารณาคุณสมบัติของดิน

วิธีจะพิจารณาว่าดินดีหรือไม่ จะต้องพิจารณาร่วมกัน 2 ลักษณะคือ
1. ลักษณะรูปร่างและโครงสร้าง
ลักษณะนี้นักวิชาการเรียกว่าลักษณะทางกายภาพ ซึ่งเกษตรกรพอจะสังเกตได้ด้วยตาเปล่าหรือการสัมผัส เช่น ดินมีลักษณะแน่นทึบหรือไม่ ดินเป็นทรายจัดหรือเป็นดินโปร่งร่วนซุย มีช่องว่างให้อากาศและน้ำอยู่หรือไม่ หรือเป็นดินดานที่รากอ้อยแทง ไม่ทะลุ หน้าดินเวลาแห้งแล้วแข็งเป็นแผ่นหรือร่วนซุย เวลาให้น้ำหรือฝนตกน้ำซึมลงไปเร็วหรือช้าเหล่านี้ เป็นต้น ดินที่มีโครงสร้างดี ควรจะ เป็นดินร่วนมีเนื้อดิน 45 เปอร์เซ็นต์ มีความชื้น 25 เปอร์เซ็นต์ มีช่องว่างให้อากาศอยู่ 25 เปอร์เซ็นต์ และที่เหลืออีก 5 เปอร์เซ็นต์ เป็นอินทรีย์วัตถุ
2. ลักษณะทางเคมีและธาตุอาหาร
ลักษณะนี้เป็นการยากสำหรับเกษตรกรที่จะบอกได้ด้วยตาเปล่าหรือการสัมผัส นอกจากมองดูอาการ ของต้นอ้อย ซึ่งต้องอาศัยความชำนาญมาก วิธีที่ดีที่สุดคือ การส่งตัวอย่างดินไปวิเคราะห์ ลักษณะทางเคมีนี้ได้แก่ความเป็นกรดเป็นด่าง ของดิน (pH) ความเค็ม ปริมาณธาตุอาหารต่าง ๆ ในดิน

การจัดการดินทางด้านกายภาพ

ดินในแปลงปลูกอ้อยที่ผ่านการไถพรวนมาเป็นเวลานาน จะทำให้อนุภาคดินแยกตัวออกจากกัน อนุภาคบางอย่างจะเรียงตัวกันเป็นแผ่นแข็ง ๆ ฉาบผิวหน้าดินทำให้ยอดอ้อยแทงทะลุได้ยาก เมื่อเวลาฝนตกน้ำจะไม่ซึมลงไป ดินจะเก็บน้ำไว้ได้น้อย เมื่อฝนแล้งอ้อยจะเหี่ยวเฉาอย่างรวดเร็ว การไถพรวนที่ความลึกระดับเดียวกันนาน ๆ ทำให้ชั้นดินถูกขอบจานไถกดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกลายเป็นแผ่นทึบหรือที่เรียกว่าดินดาน รากอ้อย ไม่สามารถแทงทะลุได้ ต้นอ้อยจะชะงักการเจริญเติบโตและยังทำให้อินทรีย์วัตถุในดินหมดไป ดินใต้รอยไถจะแน่นทึบเก็บน้ำและอากาศ ไว้ในดินได้น้อย การเจริญเติบโต การดูดน้ำ และธาตุอาหารของต้นอ้อยจะถูกจำกัด

การปรับปรุงและแก้ไขดินที่มีลักษณะทางการภาพเลว

สามารถทำได้โดย
1. ใช้ไถสิ่วหรือไถระเบิดดินดาน ติดรถแทรคเตอร์ตีนตะขาบที่มีกำลังสูง ไถลึก 75 เซนติเมตร การไถควรทำในขณะที่ดินแห้งจัด      
   เพื่อทำให้ดินดานแตกตัวง่าย ไม่ควรไถเมื่อดินเปียกชื้นเพราะจะทำไม่ได้ผล เนื่องจากดินแตกตัวยากและจะคืนตัวได้ง่าย การไถ      
   ระเบิดดินดานครั้งหนึ่ง ๆ จะอยู่ได้นานหลายปีถ้ามีการเตรียมดินได้อย่างถูกต้อง
2. อย่าเตรียมดินโดยการไถพรวนจนดินละเอียดเป็นฝุ่น ทำให้โครงสร้างของดินเสียไปได้ง่าย
3. เตรียมดินโดยใช้ไถจานกับไถหัวหมูสลับกันบ้าง เพื่อให้ความลึกของรอยไถไม่อยู่ในระดับเดิมซ้ำอยู่เสมอ ๆ
4. อย่าเผาใบอ้อย เพราะเป็นการทำให้อินทรีย์วัตถุหมดไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้การที่มีใบอ้อยคลุมดินจะช่วยลดการกดทับของรถ
    บรรทุกอ้อย และรถตัดอ้อยซึ่งทำให้ดินแน่น
5. ควรเพิ่มอินทรีย์วัตถุให้แก่ดิน เช่น การใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด หรือเศษอ้อยจากโรงงานน้ำตาล เช่น บาก๊าสและตะกอนขี้เป็ด
   วิธีที่เหมาะสมที่สุดคือการใช้ปุ๋ยพืชสด เพราะการใช้ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักในไร่อ้อยขนาดใหญ่จะต้องใช้ปุ๋ยในปริมาณมาก และ     
   ต้องเสียค่าขนส่งแพง
6. เมื่ออ้อยตอไม่ให้ผลผลิตแล้ว ให้ทำการไถกลบตออ้อยเสีย แล้วพักดินด้วยการปลูกพืชระยะสั้น เช่นพื้นตระกูลถั่ว แล้วค่อยเริ่ม     
    การปลูกอ้อยใหม่

การปรับปรุงคุณสมบัติทางเคมีของดิน

อ้อยก็เหมือนกับมนุษย์ คือ ต้องการแร่ธาตุอาหารเพื่อการเจริญเติบโตแข็งแรง มีความต้านทานโรค ให้ผลผลิตและขยายพันธุ์ต่อ ๆ ไปได้
แร่ธาตุที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของอ้อยมี 16 ธาตุ บางธาตุอ้อยได้มาจากน้ำและอากาศ เช่นคาร์บอน ไฮโดรเจนและออกซิเจน บางธาตุ
อ้อย ต้องการน้อยมากและดินเมืองไทยก็มีพอเพียงอยู่แล้วจึงไม่เป็นปัญหา มีธาตุอาหาร 3 ธาตุ ที่อ้อยต้องการในปริมาณมาก และดินที่ปลูก
อ้อยก็มีให้ไม่พอเพียง ธาตุทั้ง 3 คือไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโปแตสเซี่ยม ซึ่งเราจะต้องใส่เพิ่มให้กับไร่อ้อยในรูปของปุ๋ย

ลักษณะทางเคมีอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญต่อการปลูกอ้อยคือความเป็นกรดเป็นด่างของดิน เราวัดได้โดยใช้ค่าที่เรียกว่าพีเอช ซึ่งจะมีค่า
อยู่ระหว่าง 1 - 14 โดยทั่วไปดินที่ทำการเกษตรมีค่าพีเอชอยู่ระหว่าง 4 - 8 แต่ดินที่เหมาะสมสำหรับการปลูกอ้อยควรมีค่าพีเอช
อยู่ระหว่าง 6.0 - 7.5 เพราะธาตุอาหารในดินจะละลายออกมาให้อ้อยดูดไปใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด

ดินที่เป็นกรดจัดหรือด่างจัดเกินไปจะทำให้ธาตุอาหารบางชนิดไม่ละลายออกมาให้อ้อยดูดไปใช้ได้ และธาตุอาหารบางชนิดละลายออกมา
มากเกินไปจนเป็นพิษแก่อ้อย ดังนั้นถ้าเราทราบความเป็นกรดเป็นด่างของดินเราก็พอจะบอกได้คร่าว ๆ ว่า ดินจะมีธาตุอาหารอุดมสมบูรณ์
เพียงใด ระดับความเป็นกรดเป็นด่างของดินในไร่อ้อยได้แสดงไว้ในตารางที่ 1

ตารางที่ 1 การประเมินระดับความเป็นกรดเป็นด่างของดินในไร่อ้อย
ระดับความเป็นกรด-ด่างของดินในไร่อ้อย ค่า pH
กรดรุนแรง <4.5
กรดจัดมาก 4.5-5.0
กรดจัด 5.1-5.5
กรดปานกลาง 5.6-6.0
กรดเล็กน้อย 6.1-6.5
เป็นกลาง 6.6-7.3
ด่างอ่อน 7.4-7.8
ด่างปานกลาง 7.9-8.4
ด่างจัด 8.5-9.0
ด่างจัดมาก >9.0

 

 

 

 

 

 

การแก้ดินกรดและการใช้ปูน

ดินส่วนใหญ่ที่ปลูกอ้อยในเมืองไทยจะมีสภาพเป็นกรด หรือเป็นกลางยกเว้นดินตาคลีซึ่งสภาพเป็นด่าง ดินที่มีค่าพีเอชต่ำกว่า 5 จัดว่า เป็นกรดค่อนข้างแรง ทำให้อ้อยดูดฟอสฟอรัส แคลเซี่ยม แมกนีเซี่ยม และโมลิบดินั่มได้น้อย ขณะเดียวกันอลูมิเนียมจะละลายออกมา มากจนเกิดเป็นพิษ วิธีแก้ไขก็คือการใส่ปูนลงในดิน ปูนที่ใช้ในการเกษตรทั่วไปก็คือปูนขาว ปูนไฮเดรท หินปูน และปูนโดโลไมท์ ซึ่งการใช้ปูนเหล่านี้ในอัตราที่ถูกต้อง จะต้องทำการวิเคราะห์ตัวอย่างดินในห้องปฏิบัติการเสียก่อน เพื่อความสะดวกในทางปฏิบัติ ขอแนะนำ อัตราที่ใช้กันอยู่ทั่วไปคือประมาณ 200-400 กิโลกรัมต่อไร่ โดยหว่านให้ทั่วแปลงแล้วทำการไถพรวนปลูกอ้อยตามปกติ

การใช้ปุ๋ยเคมีกับอ้อย

          ธาตุอาหารที่อ้อยต้องการจากดินในปริมาณสูงทั้งสามชนิดคือ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโปแตสเซี่ยม มีอยู่ในดินมากเมื่อเปิดป่าใหม่ ๆ แต่เมื่อปลูกอ้อยไปนาน ๆ อ้อยจะดูดธาตุเหล่านี้ขึ้นมาสร้างลำต้น ใบ ยอดและน้ำตาล เมื่อเราตัดอ้อยเข้าโรงงาน ก็เป็นการขนเอาธาตุอาหาร ไปจากดิน เราขนอ้อยส่งโรงงานทุกปีธาตุอาหารในดินก็ลดลงไปทุกปี ๆ จนไม่พอแก่ความต้องการของอ้อย จึงต้องใส่ธาตุอาหารลงไปในดิน ในรูปปุ๋ยเคมี
1. ไนโตรเจน (Nitrogen : N)
เป็นธาตุที่ช่วยให้อ้อยเจริญเติบโตทางด้านลำต้นและใบ ทำให้อ้อยแตกกอดีมีจำนวนลำมากทำให้น้ำหนักอ้อยมากถ้าอ้อย ขาดไนโตรเจน จะทำให้ใบเหลืองแคระแกร็น แตกหน่อช้า หน่อไม่เจริญ อ้อยจะแก่เร็วกว่าปกติและคุณภาพอ้อยจะต่ำ ในช่วงแรก ที่ปลูกอ้อยจะเจริญเติบโตช้า จึงต้องการไนโตรเจนน้อยและในท่อนพันธุ์มีไนโตรเจนติดมาบ้าง พออ้อยมีราก จึงเริ่มดูดอาหารเพื่อใช้สร้างหน่ออ้อย ช่วงนี้อ้อยจะดูดไนโตรเจนจากดิน ดินที่มีไนโตรเจนน้อยจึงควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจน ให้แก่ดิน ในทางปฏิบัติเพื่อความสะดวก แนะนำให้ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนรองก้นหลุมเวลาปลูกเลยส่วนหนึ่ง หลังจากนั้นพออ้อย อายุ 2-3 เดือน อ้อยจะแตกกอและเจริญเติบโตทางด้านลำต้นเร็วมาก ระยะนี้อ้อยจะดูดไนโตรเจนอย่างรวดเร็ว จึงแนะนำให้ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนอีกครั้ง เรียกว่าปุ๋ยแต่งหน้า
2. ฟอสฟอรัส (Phosphorus : P)
ฟอสฟอรัสเป็นธาตุที่ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของรากอ้อยและการแตกกอ อ้อยที่ขาดฟอสฟอรัส จะเป็นโรคได้ง่าย อ้อยแคระแกร็น โตช้า ปล้องสั้น การแตกหน่อลดลง ใบจะมีสีม่วงขอบใบแห้ง ดินที่ใช้ปลูกอ้อยส่วนใหญ่ จะมี ฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์แก่พืชน้อย ยกเว้นดินกำแพงแสน จึงต้องใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัส โดยแนะนำให้ใส่พร้อมปลูก โดยใส่รองก้นหลุม
3. โปแตสเซี่ยม (Potassium : K)
ธาตุนี้จำเป็นต่อขบวนการเจริญเติบโตของอ้อย โดยเฉพาะขบวนการสร้างแป้งและน้ำตาล แล้วเคลื่อนย้ายไปเก็บไว้ ในลำต้น อ้อยที่ขาดธาตุโปแตสเซี่ยม จะล้มง่าย ความหวานลดลง ไม่ต้านทานโรค อ้อยจะแสดงอาการที่ใบแก่ โดย ปลายใบและขอบใบจะไหม้ส่วนบนของเส้นกลางใบจะมีสีแดง ดินส่วนใหญ่จะมีโปแตสเซี่ยมอยู่มาก ยกเว้นดินทรายทาง ภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ปริมาณการให้ปุ๋ยที่เหมาะสม

                 โดยปกติคำแนะนำการใส่ปุ๋ยให้แก่อ้อยที่ปฏิบัติกันทั่วโลก จะใช้ค่าวิเคราะห์ดินเป็นหลัก มีบ้างที่ใช้ค่าวิเคราะห์ธาตุอาหาร
จากใบอ้อย ในที่นี้จะแสดงให้เห็นถึงวิธีการประมาณการใช้ปุ๋ย โดยดูจากค่าวิเคราะห์ดิน

                      ธาตุไนโตรเจน ในดินนั้น เรากะประมาณจากระดับ ของอินทรีย์วัตถุในดินเพราะอินทรีย์วัตถุในดินบนเป็นแหล่งสำคัญ
ของไนโตรเจนตามธรรมชาติ ดินไร่ส่วนใหญ่ จะมีอินทรีย์วัตถุอยู่ระหว่าง 1-3 เปอร์เซ็นต์ ระดับของอินทรีย์วัตถุได้ แสดงไว้ใน ตารางที่ 2


ตารางที่ 2 การประเมินระดับของอินทรีย์วัตถุในดินไร่อ้อย
ระดับ เปอร์เซ็นต์อินทรีย์วัตถุ
ต่ำมาก <0.5
ต่ำ 0.5-1.0
ต่ำปานกลาง 1.0-1.5
ปานกลาง 1.5-2.5
สูงปานกลาง 2.5-4.5
สูง 3.5-4.5
สูงมาก >4.5

สำหรับระดับของธาตุฟอสฟอรัสและธาตุโปแตสเซี่ยมก็ได้จากการวิเคราะห์ดินเช่นกัน ส่วนระดับเท่าไรจึงจะเรียกว่าสูงหรือต่ำ
อย่างไร ได้แสดงไว้ใน ตารางที่ 3

ตารางที่ 3 การประเมินระดับของฟอสฟอรัส และโปแตสเซี่ยมในดินไร่ทั่วไป

ชนิด ปริมาณธาตุอาหาร ฟอสฟอรัส (P) และโปแตสเซี่ยม (K) (ppm)
ต่ำมาก ต่ำปานกลาง ปานกลาง สูง สูงมาก
P ต่ำกว่า 3 3-10 10-15 16-45 สูงกว่า 45
K ต่ำกว่า 30 30-60 60-90 90-120 สูงกว่า 120
หมายเหตุ ppm = หนึ่งส่วนในล้านส่วน
                 เมื่อเราทราบผลวิเคราะห์ดินแล้วนำมาเปรียบเทียบค่ากับตารางที่ 2 และ 3 เราก็พอจะประมาณได้ว่าระดับของธาตุอาหารในดิน แต่ละชนิดเป็นอย่างไร จากนั้นจึงนำมาประมาณการใช้ปุ๋ยโดยนำไปเทียบกับ ตารางที่ 4
ตารางที่ 4 คำแนะนำทั่วไปของการใส่ปุ๋ยอ้อยพิจารณาตามค่าวิเคราะห์ดิน
ระดับของค่าวิเคราะห์ดินจากตัวอย่างที่เก็บส่งมาวิเคราะห์ในสภาพไร่กสิกร
ค่าวิเคราะห์ดิน % อินทรีย์วัตถุ ฟอสฟอรัส โปแตสเซี่ยม
ต่ำ ปานกลาง สูง ต่ำ ปานกลาง สูง ต่ำ ปานกลาง สูง
อัตราปุ๋ยแนะนำ
อัตราธาตุอาหารที่แนะนำให้ใช้กับอ้อย ไนโตรเจน(กก./ไร่) ฟอสฟอรัส(กก./ไร่) โปแตสเซี่ยม (กก./ไร่)
12-10 10-8 8-6 10-6 6-4 4-0 10-6 6-4 4-0

การใช้วิธีเปรียบเทียบค่าวิเคราะห์ดินดังกล่าว ยังยุ่งยากเกินไปสำหรับเกษตรกร จึงขอแนะนำการให้ปุ๋ยแก่อ้อยโดยทั่ว ๆ ไปดังนี้ สำหรับดินเขตภาคตะวันตก อาจใช้ปุ๋ย 16 - 20 - 0 หรือ 15 - 15 - 15 ประมาณ 30 กิโลกรัมต่อไร่ รองก้นหลุมตอนปลูกแล้ว ใส่โรยข้างแถว อีกครั้งเมื่ออายุ 2 - 3 เดือน ด้วยแอมโมเนียมซัลเฟต 50 กิโลกรัมต่อไร่ หรือยูเรีย 25 กิโลกรัมต่อไร่
ดินเขตชลบุรีและระยองใช้ปุ๋ย 15 - 15 - 15 ประมาณ 50 กิโลกรัมต่อไร่ รองก้นหลุมแล้วใช้แอมโมเนียมซัลเฟต 50 กิโลกรัมหรือยูเรีย 25 กิโลกรัมต่อไร่ ผสมกับโปแตสเซี่ยมซัลเฟต 30 กิโลกรัม โรยข้างแถวแล้วพรวนดินกลบเมื่ออ้อยอายุ 2 - 3 เดือน สำหรับการ ปลูกอ้อยที่จังหวัดอุดรธานีและจังหวัดขอนแก่นอาจใช้วิธีให้ปุ๋ยเช่นเดียวกัน

ดินร่วนปนทรายเขตกำแพงเพชร ควรรองพื้นด้วยปุ๋ย 16 - 20 - 0 ประมาณ 30 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วแต่งหน้าด้วยแอมโมเนียมซัลเฟต 60 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่ออ้อยมีอายุ 2 - 3 เดือน

อัตราปุ๋ยเหล่านี้เป็นอัตราที่ใช้สำหรับอ้อยปลูก ส่วนอ้อยตออาจใช้สูตรเดียวกันนี้ใส่ข้างแถวเมื่อฝนตกแล้วอีก 2 - 3 เดือนให้แต่งหน้า ด้วยปุ๋ยไนโตรเจน ให้สูงกว่าอ้อยปลูก เช่นใช้แอมโมเนียมซัลเฟต ในอัตรา 60 กิโลกรัมต่อไร่ หรือยูเรีย 30 กิโลกรัมต่อไร่

การใส่ปุ๋ยอ้อยให้ได้ผลดีควรปฏิบัติดังนี้
1. ซื้อปุ๋ยจากแหล่งที่ไว้ใจได้ หรือเป็นปุ๋ยที่ได้ตรวจสอบแล้วว่าไม่เป็นปุ๋ยปลอม และมีธาตุอาหารตามต้องการ
2. ควรกำหนดเวลาใส่ปุ๋ยให้เหมาะสม หลังใส่ปุ๋ยหากฝนไม่ตกควรให้น้ำตามทันที
3. อย่าใส่ปุ๋ยโดยโรยไว้บนผิวดิน หรือบนซากใบอ้อย ควรใส่ลงไปในดินแล้วกลบเสีย
4. อย่าใส่ปุ๋ยติดกับท่อนพันธุ์ ควรกลบปุ๋ยบาง ๆ เสียก่อนแล้วจึงวางท่อนพันธุ์ลงไป
5. อ้อยอายุเลย 5 เดือนขึ้นไป ไม่จำเป็นต้องให้ปุ๋ยไนโตรเจน เพราะผลผลิตที่เพิ่มจะไม่คุ้มกับค่าปุ๋ย และอาจจะทำให้ความหวาน    ลดน้อยลงไป

 

                                                                      กลับขึ้นข้างบน

cheap air jordans|pompy wtryskowe|cheap huarache shoes| bombas inyeccion|cheap jordans|cheap air max| cheap sneakers|wholesale jordans|cheap china jordans|cheap wholesale jordans|cheap jordans|wholesale jewelry china