22 ธันวาคม 2553
ที่มา : จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์
นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า เตรียมเสนอให้ที่ประชุมครม. พิจารณาปรับโครงสร้าง
ราคาน้ำตาลทรายโควตา ก. (บริโภคในประเทศ) ออกเป็น 2 ราคา โดยจะอุดหนุนให้ราคาขายแก่ผู้ค้ารายย่อยสำหรับกลุ่มครัวเรือนต่ำกว่าราคาขายในกลุ่มอุตสาหกรรม เหมือนกับกรณีของโครงสร้างราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ที่กระทรวงพลังงานกำลังดำเนินการอยู่ เพื่อให้ราคาใกล้เคียงกับตลาดโลกมากที่สุด เนื่องจากปัจจุบันพบว่าน้ำตาลทรายโควตา ก. ประมาณ 80% หรือ 20 ล้านกระสอบใช้ในภาคอุตสาหรรม แต่ภาคครัวเรือนใช้เพียง 20% หรือ 5 ล้านกระสอบ
ทั้งนี้วิธีดำเนินการจะให้กองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายเข้ามาอุดหนุนในภาคครัวเรือน โดยในอนาคตกระทรวงต้องการที่จะมีนโยบายสะสมเงินในกองทุนอ้อยฯ ให้ได้ 2 หมื่นล้านบาท จากปัจจุบัน
ที่มีหนี้ 1.1 หมื่นล้านบาท ส่วนราคาโครงการใหม่จะต่างกันเท่าไรต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านเศรษฐศาสตร์ เช่น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ช่วยคำนวณความเป็นไปได้ด้วย
“ขณะนี้คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) อยู่ระหว่างการศึกษาคาดว่าจะเสร็จภายในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งการปรับ 2 ราคาจะช่วยแก้ปัญหาได้หลายอย่าง เช่น สร้างรายได้แก่ชาวไร่อ้อยให้สอดคล้องกับทั่วโลก, ป้องกันการลักลอบไปประเทศเพื่อนบ้านที่สูงกว่าไทยเฉลี่ย 10 บาทต่อกก. ส่วนผู้บริโภครายย่อยคนไทย
ก็ยังได้รับการอุดหนุน ราคาในฐานะที่ไทยเป็นผู้ผลิตน้ำตาลส่งออกรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก”
ทั้งนี้ในอนาคตกองทุนฯ จะมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยทั้งระบบอย่างมากเหมือนกับกองทุนน้ำมันฯ ที่เข้าไปอุดหนุนพลังงานทดแทนและตรึงราคาน้ำมันไม่ให้สูงจนชาวบ้านเดือดร้อนในช่วงที่ราคาตลาดโลกปรับตัวสูง
อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในส่วนของกองทุนอ้อยฯ ก็จะเน้นนำเงินมาช่วยเหลือชาวไร่อ้อยที่ประสบปัญหาภัยธรรมชาติ, การผลักดันรายได้เกษตรกร และรักษาเสถียรภาพราคาน้ำตาลทรายให้อยู่ในระดับที่กระทรวงพาณิชย์ควบคุมในช่วงที่สถานการณ์ปริมาณ
น้ำตาลทรายตึงตัวในอนาคต เช่น กองทุนฯ เข้าไปซื้อน้ำตาลเป็นงวด ๆ ครั้งละไม่มากสะสมไว้นำมาปล่อยในกรณีที่มีผู้ค้ากักตุนสินค้าเก็งกำไร เป็นต้น
นายประเสริฐ ตปนียางกูร เลขาธิการสำนักงานอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กล่าวว่า นโยบายการปรับโครงการสร้างน้ำ ตาลทรายโดยอุดหนุนผู้บริโภครายย่อยให้ต่ำกว่าภาคอุตสาหกรรมคงไม่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนภาคอุตสาห กรรมมากนัก เพราะปัจจุบันกลุ่มอุตสาหกรรมที่ตั้งโรงงานในไทยก็มีต้นทุนการผลิตจากน้ำตาลต่ำกว่าประเทศอื่นที่ใช้ราคาตามตลาดโลก
เช่น ราคาปลีกที่จีนอยู่ที่ 29-31 บาท ต่อ กก., ลาวอยู่ที่ 30-33 บาทต่อกก., เวียดนามอยู่ที่ 40-41.60 บาทต่อกก.,
ฟิลิปปินส์อยู่ที่ 36-39 บาทต่อกก., กัมพูชาอยู่ที่ 33-36 บาทต่อกก., อินโดนีเซีย 37-40 บาทต่อกก.
“ถือว่าไม่เป็นธรรมสำหรับคนไทยกรณีที่ภาคอุตสาหกรรมเข้ามาตั้งโรงงานเพื่อใช้น้ำตาลทรายเป็นวัตถุดิบส่งออกไป
ต่างประเทศ เพราะต่างชาติไม่ควรที่จะได้บริโภคต้นทุนจากน้ำตาลทรายในอัตราที่เท่ากับคนไทยที่เป็นผู้ผลิตรายใหญ่
ของโลก”
สำหรับแนวทางการศึกษาปรับราคานั้นจะพิจารณาผลตอบแทนของชาวไร่, ผลกระทบต่อผู้ประกอบการ และ ดูกฎหมายเกี่ยวข้องกับอ้อยและน้ำตาลที่จะต้องแก้ให้สอดคล้องกันทั้งระบบ
นายกำธร กิตติโชคทรัพย์ ประธานสหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ชาวไร่อ้อยกำลังหารือเพื่อจัดตั้งคณะทำงาน ทำข้อเสนอถึงรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาราคาน้ำตาลทรายในประเทศแพงและขาดแคลนแบบถาวร ด้วยการเสนอโครงสร้างราคาน้ำตาลทรายใหม่โดยกำหนดเพดานต่ำสุด-สูงสุด เพื่อสะท้อนกลไกตลาดโลกให้มากที่สุด คาดว่าจะเสนอภายในต้นปี 54
ทั้งนี้ทุกครั้งที่ราคาน้ำตาลทรายในตลาดโลกขึ้นสูงมากจะยิ่งส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำตาลทรายในประเทศแพงจากการตึงตัว เพราะน้ำตาลในประเทศส่วนหนึ่งถูกลักลอบออกไปจำหน่ายยังประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากราคาขายปลีกประเทศ
เพื่อนบ้านเฉลี่ย 30 กว่าบาทต่อกก. แต่ของไทยเฉลี่ย 22-23 บาทต่อกก. แตกต่างกัน 10 บาทต่อกก.
“หากราคาตลาดโลกแพงมากเท่าไหร่ก็ยิ่งจูงใจให้ลักลอบมากเท่านั้น ซึ่งกำลังคุยกับชาวไร่ว่าถึงเวลาที่ราคา
น้ำตาลควรสะท้อนกล ไก ไม่ใช่บิดเบือนเช่นปัจจุบัน เมื่อต้องขึ้นก็ควรขึ้นราคา แต่เมื่อต้องลดราคาก็ควรต้องลด
ต้องยอมรับให้ได้”.
|